วันศุกร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566

ครั้งที่ 8 (14/09/66)

 


ไข่ไดโนเสาร์ 


การทดลองวิทยาศาสตร์ของมะปราง 

ไฟฟ้าสถิต


การทดลองวิทยาศาสตร์ของโฟม

       ให้เพื่อนเป่าลูกโป่ง ถูหัว แล้วเอามาวางตรงกระดาษแล้วมันติดกับลูกโป่ง เกิดการไฟฟ้าสถิต


ภูเขาไฟระเบิด


การทดลองของน้ำเฟิร์น

     เน้นย้ำ

  • ข้อแนะนำการเทน้ำใส่ถุงควรบอกปริมาณหรือขีด
  • ควรใช้เเก้วเเทนถุงจะทำให้รู้จักการตวง
  • การเขียนบอกสีต่างๆ ตรงเเก้วจะทำให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาเด็กจำทำให้เด็กได้มีส่วนร่วม 
  • ควรมีการตั้งสมมติฐานให้เด็กเกิดการคิดเเละใช้คำถามเยอะๆ
  • ที่ใส่อุปกรณ์ควรหาอะไรมาใส่ เช่น ตะกร้า


 มาตรฐานคณิตศาสตร์

  1. จำแนกและการดำเนินการ 
  2. การวัด 
  3. เรขาคณิต 
  4. พืชคณิต 
  5. การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น 
  6. ทักษะและกระบวนการคณิต

ทักษะวิทยาศาสตร์

  1. ทักษะการสังเกต
  2. ทักษะการจำแนกประเภท
  3. ทักษะการวัด
  4. ทักษะการใช้จำนวน
  5. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล
  6. ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล
  7. ทักษะการหาความสัมพันธ์ของสเปซกับเวลา
  8. ทักษะการพยากรณ์


ครั้งที่ 5

    อาจารย์ให้เตรียมนำเสนองานที่ไปศึกษาดูงานที่สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่บางแสนแล้วลงใน Padlet

สำหรับเพื่อนที่ทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์ ให้อัดคลิปลงในPadlet ตามกลุ่มแต่ละคน ตามลำดับเลขที่

วันเสาร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2566

ครั้งที่ 7 (7/09/66)

 คำแนะนำการนำเสนอ

เวลาเรานำเสนออุปกรณ์ เราควรแนะนำจากขวาเราไปซ้าย เพราะเด็กจะเห็นเราตอนนำเสนอจากซ้ายไปขวา เหมือนกับตอนอ่านหนังสือที่ต้องอ่านจากซ้ายไปขวา


การทดลองไข่ต้มตกน้ำ

ชอบการทดลองของตอง เรื่องไข่ต้มตกน้ำ เพราะตองอธิบายได้ชัดเจนเห็นภาพ พูดเพราะ มีการถามเด็กๆ เพื่อตั้งสมมติฐานร่วมกัน มีการชวนเด็กๆทดลอง พร้อมทั้งอธิบายสรุปผลการทดลองที่เกิดขึ้นว่าเป็นไปตามการตั้งสมมติฐานของเด็กๆไหม

แนวคิดพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์

1.การเปลี่ยนแปลง (Change)

2.ความแตกต่าง (Variety)

3.การปรับตัว (Adjustment)

     การปรับตัวของกิ้งก่าที่เปลี่ยนสี เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง

4.การพึ่งพาอาศัยกัน (Muturit)

     นกเอี้ยงกับควาย ที่นกเอี้ยงกินเห็บหรือแมลงบนหลังควาย ควายก็รู้สึกสบายหลังไปด้วย ซึ่งทั้งสองต่างได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน

5.ความสมดุล (Equitibrium)

     ก็เหมือนกับโลกของเราในยุคปัจจุบันที่มีน้ำท่วม ไฟป่าซึ่งเกิดจากความที่ไม่สมดุลของธรรมชาติ


ความหมายของวิทยาศาสตร์

การศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติโดยทั่วไป ประกอบด้วย

  • ตัวความรู้
  • กระบวนการที่ใช้ในการค้นหาความรู้อย่างมีระบบเพื่อนำมาปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์


ความสำคัญของวิทยาศาสตร์

  • การดำรงชีวิตประจำวันและในงานอาชีพต่างๆ
  • ผลผลิตต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตและการทำงาน
  • คนได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าหาความรู้
  • วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ ต้องมีความรู้ความเข้าใจโลกธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น 
  • ความรู้วิทยาศาสตร์ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจ สามารถแข่งขันกับนานาประเทศและดำเนินชีวิตร่วมกันในสังคมโลกได้อย่างมีความสุข


ตัวอย่าง แนวคิดที่ตัวเองคิดว่าเด็กจะเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องร่างกายบ้าง



วันพุธที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566

ครั้งที่ 6 (31/08/66)

การทดลองวิทยาศาสตร์

การทดลองขวดยิมนาสติก

     ขวดที่ใส่น้ำเต็มกับขวดที่ไม่ใส่น้ำเราจะสังเกตเห็นว่าการกระจายตัวของมวลไม่มีการเปลี่ยนแปลง

     ต่อมานะครับเราก็จะมาสังเกตกันที่ขวดน้ำที่เราใส่ที่ยังมีอากาศอยู่เนี่ยแล้วจะสังเกตเห็นว่าถ้าเราถือในแนวนอนหรือว่าในแนวนอนเนี่ยน้ำมันก็จะไหลตามระนาบเนาะหรือถ้าเราตั้งขึ้นเราก็จะเห็นว่าน้ำเนี่ยมันกองเป็นจุดไปด้านใดด้านหนึ่งของขวดน้ำเนาะ ซึ่งเราก็จะรู้ว่ารูปร่างของน้ำเนี่ยไม่เหมือนกัน

ซึ่งมันก็จะมีโอกาสที่อาจจัดเรียงตัวแล้วมากองอยู่ที่ด้านล่างมากกว่า

ซึ่งเทคนิคที่ง่ายก็คือโยนให้ขวดน้ำตีลังกา 1 รอบ



แต่งเพลง 1-10
       เข้าแถว เข้าแถว เด็กๆเข้าแถวดีๆ แล้วลองนับดูให้ดีว่าในแถวนั้นมีกี่คน อ้าวนับ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบ

แนวคิดพื้นฐานทั้ง 5 ประการ
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้กันโดยทั่วไปมีดังนี้
1.ขั้นการกำหนดขอบเขตของปัญหา
2.ขั้นการตั้งสมมติฐาน
3.ขั้นลงมือกระทำการทดลองหรือรวบรวมข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา
4.ขั้นการวิเคราะห์ข้อมูล
5.ขั้นสรุปผลและนำไปใช้

เด็กปฐมวัย
  • วัยนี้มีความอยากรู้อยากเห็น
  • แสวงหาความรู้สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองจากสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว
  • วันนี้มีพัฒนาการของสมองมากที่สุดของชีวิต




ครั้งที่ 4 (3/08/66)

 อากาศ

อากาศคืออะไร

        อากาศอยู่รอบตัวเราเสมอ เราสามารถรู้ว่ามีอากาศอยู่รอบๆตัวเราได้โดยโบกมือไปมา กระแสลมที่เกิดขึ้นและปะทะกับฝ่ามือของเรา ก็แสดงว่าอากาศมีจริง หรือถ้าเรายืนอยู่ในที่ที่มีลมพัดผ่าน เราจะรู้สึกว่ามีอากาศหรือลมพัดมาถูกตัวเรา

การเคลื่อนที่ของอากาศ

        ในสถานที่ต่างกัน ถ้าอุณหภูมิของอากาศไม่เท่ากัน จะทำให้อากาศเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า ไปยังบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงกว่า อากาศเคลื่อนที่ตามแนวราบเรียกว่าลม

ลูกโป่งมหัสจรรย์กับอากาศก็มีน้ำหนักนะ 

        เป็นการทดลองเปรียบเทียบอากาศในลูกโป่งว่าอากาศจะมีน้ำหนักหรือไม่ โดยการปล่อยอากาศในลูกโป่งอีกข้างหนึ่งแล้วดูผลที่เกิดขึ้น


ประโยชน์ของอากาศ
          สิ่งมีชีวิตใช้แก๊สออกซิเจนในการหายใจ พืชใช้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในการสร้างอาหารนอกจากนี้อากาศที่ล้อมรอบพื้นผิวโลกจะช่วยปรับอุณหภูมิของโลกให้อบอุ่นเพื่อช่วยให้สิ่งมีชีวิตดำรงชีวิตอยู่ได้

รูปร่างอากาศ
อากาศมีสถานะเป็นแก๊สฟุ้งกระจาย เต็มภาชนะ และเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ ตามภาชนะที่บรรจุ


วันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

ครั้งที่ 3 (20/07/66)

 ความสำคัญของวิทยาศาสตร์สำรับเด็กปฐมวัย 

จะช่วยให้เด็กได้รู้จักการตั้งสมมติฐาน รู้จักการคิด การสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัว แล้วนำมาทดลองหรือศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม เมื่อทดลองเสร็จแล้วเด็กก็จะได้สรุปผลเกี่ยวกับสิ่งที่ทดลองว่าเป็นไปตามที่ตั้งสมมติฐานไว้หรือไม่ 

วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ยังมีส่วนช่วยให้เด็กได้รู้จักคณิตศาสตร์ หรือภาษาอีกด้วย

Ex  การทดลองคลิปหนีบกระดาษลอยน้ำ



1.เด็กก็จะตั้งสมมติฐานว่าคลิปหนีบกระดาษจะสามารถลอยน้ำได้หรือไม่ (ซึ่งคุณครูอาจจะไกล์ไลน์ถามคำถามนี้ขึ้นเพื่อให้เด็กได้รู้จักคิดการตั้งสมมติฐานขึ้นต่อว่าจะลอยจริงได้หรือไม่ เพราะเหตุใด)

2.เด็กจะได้ทดลองการว่าคลิปหนีบกระดาษว่าจะลอยหรือไม่ ถ้าสามารถลอยได้ จะลอยได้กี่อัน

3.เด็กก็จะสรุปผลถึงสิ่งที่ทดลองไปว่าทำไมคลิปหนีบกระดาษถึงลอยได้แล้วทำไมบางอันถึงไม่ลอง แล้วเป็นไปตามที่ตั้งสมมติฐานไหม

(ในการทดลองนี้เด็กก็จะได้ความรู้วิทยาศาสตร์เรื่องของแรงตึงผิวน้ำ ส่วนคณิตศาสตร์ได้รู้จะการปริมาณของน้ำว่าควรใช้น้ำประมาณเท่าไหร่ เช่น 100 ml ในเรื่องของภาษาเด็กก็จะได้รู้จะการฟังคำสั่ง หรือคำใหม่ๆ เช่น ปริมาณ แรงตึงผิวของน้ำ เป็นต้น)


วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

ครั้งที่2 (13/07/66)

วิทยาศาสตร์     

          ความรู้ที่ได้โดยการสังเกต และค้นคว้าจากปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างเป็นระบบ

การสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย : เป็นการสอนความรู้  ซึ่งต่างจากการสอนเนื้อหาของเด็กโตตรงที่การสอนความรู้ต้องมาจากความสนใจ  การสังเกต  การจำ  ของเด็กเองจากการเล่นไม่ใช่การท่องจำเหมือนเด็กโต ซึ่งในการเรียนวิทยาศาสตร์เด็กต้องพัฒนาทักษะการคิดเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปให้ได้  

ตัวอย่างเช่น  เด็กเรียนเรื่องเต่ากับหนู  โดยการศึกษาเปรียบเทียบ  ค้นหาข้อแตกต่างและข้อเหมือน  และนำไปสู่ข้อสรุปว่า  เต่ามีลักษณะอย่างไร  หนูมีลักษณะอย่างไร  

ดังนั้น การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยจึงมิใช่การสอนให้รู้เนื้อหาโดยตรง  เพราะเด็กไม่สามารถรับความรู้นามธรรมได้  เด็กปฐมวัยต้องเรียนรู้วิทยาศาสตร์จากประสบการณ์

นักทฤษฎี ณอง เพียเจต์ เป็นนักทฤษฎีทางด้านสติปัญญา ซึ่งแบ่งการพัฒนาทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยเป็น 4 ขั้น ตามลำดับ โดยสมองของเด็กปฐมวัยถูกพัฒนาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา และจะถูกพัฒนาได้ดีที่สุดร้อยละ 80 เปอร์เซ็น ของสมองทั้งหมด

ครั้งที่ 13 (27/10/66)

 ทำฐานกิจกรรมทดลองวิทยาศาสตร์ เอ๊ะเสียงอะไรเอ่ย  มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมซอยเสือใหญ่ สิ่งที่ขาด  - อาจจะเป็นเรื่องของระยะเวลาที่ยังไม่มีการจัดก...